ทีดินไอคิว
กฎหมายที่ดิน

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน: วางมัดจำแล้วผิดสัญญา ใครได้เงินคืน (2569)

ผู้ซื้อถอนตัว = มัดจำถูกริบ ผู้ขายเบี้ยว = ต้องคืนมัดจำ สรุปข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พร้อมเช็คลิสต์ 9 ข้อที่ต้องมีในสัญญาก่อนวางเงิน

ระหว่างวันที่ตกลงราคากันได้ กับวันที่ไปโอนที่สำนักงานที่ดินจริง มักมีระยะห่างหลายสัปดาห์ — ผู้ซื้อรอผลอนุมัติสินเชื่อ ผู้ขายรอเคลียร์ภาระจำนอง ช่องว่างตรงนี้เองคือที่ที่ สัญญาจะซื้อจะขาย และ เงินมัดจำ ทำงาน และเป็นจุดที่คนเสียเงินก้อนแรกโดยไม่ได้ที่ดินมากที่สุด บทความนี้สรุปว่ากฎหมายว่าอย่างไร ใครได้เงินคืนเมื่อฝ่ายไหนผิดสัญญา และต้องเขียนอะไรไว้ก่อนควักเงิน

สัญญาจะซื้อจะขาย ต่างจากสัญญาซื้อขายอย่างไร

สัญญาซื้อขาย คือสัญญาที่กรรมสิทธิ์โอนไปแล้ว ส่วน สัญญาจะซื้อจะขาย คือคำมั่นว่าอีกไม่นานเราจะไปทำสัญญาซื้อขายกัน กรรมสิทธิ์ยังอยู่กับผู้ขายเต็มร้อย ที่ดินยังเป็นชื่อผู้ขายในโฉนด สิ่งที่ผู้ซื้อได้มาคือ สิทธิเรียกร้องตามสัญญา ไม่ใช่ตัวที่ดิน

ความต่างนี้ไม่ใช่เรื่องถ้อยคำ มันเปลี่ยนคำตอบของคำถามสำคัญ เช่น ถ้าผู้ขายเอาที่ดินแปลงเดียวกันไปขายต่อให้คนอื่นที่จดทะเบียนก่อน ผู้ซื้อรายแรกจะเรียกร้องได้จาก ตัวผู้ขาย เท่านั้น ไม่ใช่จากที่ดิน

ทำไมเขียนสัญญากันเองแล้วจ่ายครบ ถึงยังไม่ได้ที่ดิน

เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและ จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตกเป็นโมฆะ

หมายความว่าสัญญาที่เขียนกันเองที่บ้าน มีพยาน มีลายเซ็น จ่ายเงินครบ ถ่ายรูปเป็นหลักฐาน ทั้งหมดนั้น ไม่ได้ทำให้คุณเป็นเจ้าของที่ดิน ตราบใดที่ยังไม่ได้ไปจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน สิ่งที่เอกสารชุดนั้นทำได้คือใช้เป็นหลักฐานฟ้องบังคับให้อีกฝ่ายไปจดทะเบียน หรือเรียกเงินคืน

มาตรา 456 วรรคสอง เสริมว่า สัญญาจะซื้อจะขายจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ ต้องมีอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่างนี้

  1. หลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด
  2. มีการวางมัดจำ
  3. มีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว

นี่คือเหตุผลที่ใบรับเงินมัดจำมีน้ำหนักทางกฎหมายจริง แม้จะไม่มีสัญญาฉบับเต็ม แต่การพึ่งข้อ 2 หรือ 3 อย่างเดียวทำให้ต้องมาเถียงกันภายหลังว่าตกลงเงื่อนไขอะไรกันไว้บ้าง ซึ่งแพงกว่าการเขียนสัญญาให้ครบตั้งแต่แรกมาก

เงินมัดจำคืออะไร ต่างจากเงินดาวน์และเบี้ยปรับตรงไหน

มัดจำ ตามมาตรา 377 คือสิ่งที่ให้ไว้ตอนเข้าทำสัญญา ทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน คือเป็น พยานหลักฐานว่าสัญญาเกิดขึ้นแล้ว และเป็น ประกันว่าจะปฏิบัติตามสัญญา

  • เงินดาวน์หรือเงินผ่อนชำระ คือการชำระราคาบางส่วน ไม่ใช่หลักประกัน ถ้าเลิกสัญญาโดยไม่มีใครผิด โดยหลักต้องคืนกันตามมาตรา 391 ที่ให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม
  • เบี้ยปรับ คือค่าเสียหายที่ตกลงกันล่วงหน้า จุดสำคัญคือ มาตรา 383 ให้อำนาจศาลลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนลงได้ แต่มัดจำที่แท้จริงไม่ใช่เบี้ยปรับ โดยหลักจึงริบได้เต็มจำนวน

ผลในทางปฏิบัติคือ ชื่อที่เขียนในใบรับเงินมีผลจริง เขียนว่า "เงินมัดจำ" กับเขียนว่า "เงินจอง" หรือ "ชำระราคาบางส่วน" นำไปสู่ผลทางกฎหมายที่ต่างกันเมื่อมีข้อพิพาท ควรระบุให้ตรงกับสิ่งที่ตกลงกันจริง

วางมัดจำเท่าไรถึงจะพอดี

กฎหมายไม่ได้กำหนดอัตราไว้ คู่สัญญาตกลงกันเองได้ หลักที่ใช้ตัดสินใจคือ สมดุลของความเสี่ยงสองด้าน

  • มัดจำน้อยเกินไป ผู้ขายไม่ผูกพัน มีคนให้ราคาดีกว่าก็ยอมคืนเงินแล้วขายให้คนอื่น
  • มัดจำมากเกินไป ผู้ซื้อรับความเสี่ยงเต็มตัว ถ้าสินเชื่อไม่ผ่านหรือตรวจพบปัญหาภายหลัง เงินก้อนนั้นอาจถูกริบ

ทางออกที่ใช้ได้จริงไม่ใช่การต่อรองตัวเลขอย่างเดียว แต่คือการ เขียนเงื่อนไขคืนเงินให้ชัด เช่น ระบุว่าหากธนาคารปฏิเสธสินเชื่อโดยผู้ซื้อไม่ได้ปกปิดข้อมูล ให้คืนมัดจำเต็มจำนวน หรือหากตรวจพบว่าที่ดินติดภาระที่ผู้ขายไม่ได้แจ้ง ให้คืนพร้อมค่าเสียหาย

ฝ่ายไหนผิดสัญญา เงินไปทางไหน

มาตรา 378 วางหลักไว้ชัด และใช้เมื่อ ไม่ได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น

สถานการณ์ผลตามกฎหมาย
ทุกอย่างเป็นไปตามสัญญา โอนสำเร็จคืนมัดจำ หรือหักเป็นส่วนหนึ่งของราคา
ผู้ซื้อละเลยไม่ชำระหนี้ หรือเลิกสัญญาเพราะความผิดผู้ซื้อผู้ขายริบมัดจำได้
ผู้ขายละเลยไม่ชำระหนี้ หรือโอนไม่ได้เพราะความผิดผู้ขายผู้ขายต้องส่งคืนมัดจำ

คำว่า "เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น" คือหัวใจ — สัญญาที่เขียนดีจะกลบหลักทั่วไปนี้ด้วยเงื่อนไขที่เหมาะกับดีลจริง และถ้าผู้ขายผิดสัญญา ผู้ซื้อยัง ฟ้องบังคับให้ไปจดทะเบียนโอนตามสัญญาได้ ไม่จำเป็นต้องจบที่การรับเงินคืน สิทธิเรียกร้องตามสัญญาแบบนี้มีอายุความ 10 ปีตามมาตรา 193/30

ในสัญญาต้องมีอะไรบ้าง เช็คลิสต์ก่อนเซ็น

  1. ตัวทรัพย์ เลขที่โฉนด เลขที่ดิน หน้าสำรวจ ระวาง ตำบล อำเภอ จังหวัด และเนื้อที่ตามเอกสารสิทธิ์
  2. คู่สัญญา ชื่อตามบัตรประชาชนตรงกับชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนด ถ้าไม่ตรงต้องมีหนังสือมอบอำนาจที่ถูกต้อง
  3. ราคารวม และวิธีแบ่งชำระ ระบุว่ามัดจำหักจากราคาหรือไม่
  4. วันโอน ระบุวันที่ชัดเจน และสำนักงานที่ดินสาขาที่จะไปจดทะเบียน
  5. ผู้รับผิดชอบค่าโอนและภาษี แต่ละรายการเป็นของฝ่ายใด เขียนให้ครบทีละรายการ ไม่ใช่คำว่า "คนละครึ่ง" ลอยๆ
  6. สภาพทรัพย์ที่ส่งมอบ ปลอดภาระจำนอง ปลอดผู้เช่า ปลอดผู้อาศัย และไม่มีคดีความ
  7. เงื่อนไขคืนมัดจำ โดยเฉพาะกรณีสินเชื่อไม่ผ่าน และกรณีตรวจพบภาระที่ไม่ได้แจ้ง
  8. ค่าเสียหายเมื่อผิดสัญญา ของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เขียนผูกมัดฝ่ายเดียว
  9. การแนบสำเนาโฉนดและบัตรประชาชน ท้ายสัญญา พร้อมลายมือชื่อกำกับทุกหน้า

ซื้อทรัพย์ NPA หรือประมูลบังคับคดี ต้องใช้สัญญาแบบนี้ไหม

ไม่เหมือนกัน และนี่เป็นจุดที่คนสับสนบ่อย

  • ทรัพย์ NPA ของธนาคาร ใช้แบบสัญญาของสถาบันการเงิน มีเงื่อนไขมาตรฐานที่แก้ไขได้ยาก ควรอ่านเงื่อนไขการวางเงินจองและกำหนดเวลาโอนให้ละเอียด เพราะเงื่อนไขต่างกันในแต่ละแห่ง เทียบรายละเอียดได้ที่หน้า ทรัพย์ NPA
  • ทรัพย์ขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี ไม่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับเจ้าของเดิม แต่ผูกพันตามเงื่อนไขการขายทอดตลาด ผู้ชนะต้องวางเงินและชำระส่วนที่เหลือภายในกำหนด มิฉะนั้นเงินที่วางไว้อาจถูกริบ

ทั้งสองกรณี หลักคิดเรื่องเงินก้อนแรกยังเหมือนเดิม คือ อ่านเงื่อนไขการริบเงินให้จบก่อนวาง ไม่ใช่หลังวาง

เช็คอะไรก่อนวางมัดจำ

งานตรวจสอบที่ควรทำให้เสร็จ ก่อน เงินออกจากมือ ไม่ใช่หลังจากนั้น ได้แก่ ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ตรงกับผู้ที่มาเจรจาหรือไม่ ด้านหลังโฉนดมีการจดทะเบียนจำนองหรือภาระผูกพันอะไรค้างอยู่ ที่ดินมีทางเข้าออกตามกฎหมายจริงหรือไม่ และผังเมืองอนุญาตให้ทำสิ่งที่คุณตั้งใจจะทำหรือเปล่า

หลายรายการตรวจได้ฟรีจากที่บ้านก่อนนัดดูที่ อ่านวิธีตรวจแบบละเอียดได้ในบทความ เช็คโฉนดปลอมและการรังวัดที่ดิน และ ค่าโอนที่ดินมีอะไรบ้าง เพื่อคำนวณเงินสำรองในวันโอนให้พอ หรือดูรายการบทความทั้งหมดได้ที่หน้า บทความ

TeedinIQ รวมข้อมูลทรัพย์ NPA ธนาคารและทรัพย์ขายทอดตลาดไว้ในที่เดียว พร้อมข้อมูลแปลงและราคาประเมินอ้างอิง ให้ตรวจสอบเบื้องต้นได้ก่อนตัดสินใจนัดดูของจริงและก่อนวางเงินมัดจำ ดูแพ็กเกจการใช้งานได้ที่หน้า ราคา

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายเฉพาะกรณี ดีลที่มีมูลค่าสูงหรือมีข้อพิพาทควรปรึกษาทนายความก่อนลงนาม

คำถามที่พบบ่อย

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ต้องไปทำที่สำนักงานที่ดินไหม

ไม่ต้อง สัญญาจะซื้อจะขายทำกันเองระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายได้ และมีผลผูกพันตามกฎหมาย สิ่งที่ต้องทำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดินคือ การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันโอนจริง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ถ้าไม่จดทะเบียน การซื้อขายตกเป็นโมฆะ แม้จะเขียนสัญญาและจ่ายเงินครบแล้วก็ตาม

ผู้ซื้อขอถอนตัวเอง เสียมัดจำทั้งหมดเลยไหม

ถ้าผู้ซื้อละเลยไม่ชำระหนี้ หรือมีการเลิกสัญญาเพราะความผิดของผู้ซื้อ ผู้ขายมีสิทธิริบมัดจำได้ตามมาตรา 378 (2) เว้นแต่คู่สัญญาจะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญา เช่น กำหนดเงื่อนไขคืนมัดจำกรณีกู้ไม่ผ่าน จึงควรเขียนเงื่อนไขการคืนเงินไว้ตั้งแต่ก่อนวางมัดจำ ไม่ใช่ไปเจรจาเอาตอนมีปัญหา

ผู้ขายเปลี่ยนใจไม่ขาย ผู้ซื้อได้แค่มัดจำคืนหรือเรียกอะไรได้อีก

ตามมาตรา 378 (3) ผู้ขายต้องส่งคืนมัดจำ นอกจากนี้สัญญาส่วนใหญ่มักกำหนดให้ผู้ขายที่ผิดสัญญาต้องชดใช้เพิ่มอีกเท่าจำนวนมัดจำ ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ทำได้ และหากผู้ซื้อยังต้องการที่ดินแปลงนั้น สามารถฟ้องบังคับให้ผู้ขายไปจดทะเบียนโอนตามสัญญาได้ ไม่จำเป็นต้องรับเงินคืนแล้วจบ

จ่ายมัดจำแล้วแต่ไม่มีสัญญาเป็นหนังสือ ฟ้องได้ไหม

ได้ มาตรา 456 วรรคสองกำหนดว่าสัญญาจะซื้อจะขายจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ ต้องมีอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่าง คือ หลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือมีการวางมัดจำ หรือมีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว การวางมัดจำจึงใช้เป็นหลักฐานได้ แต่ควรมีใบรับเงินที่ระบุแปลงที่ดิน ราคา และวันโอนไว้ด้วยเสมอ