ขั้นตอนประมูลทรัพย์ขายทอดตลาด (LED) ฉบับมือใหม่
การประมูลขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี (LED) คือการซื้อทรัพย์ที่ถูกยึดผ่านการแข่งเคาะราคาต่อหน้าเจ้าพนักงาน ผู้เข้าประมูลต้องวางหลักประกัน (มักราว 5% ของราคาประเมิน) และเมื่อชนะต้องชำระส่วนที่เหลือภายในกำหนด โดยทั่วไปคือ 15 วัน
ขายทอดตลาดคืออะไร ทำไมราคาถึงถูก
การขายทอดตลาดคือกระบวนการที่กรมบังคับคดี (Legal Execution Department หรือ LED) นำทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ถูกศาลสั่งยึด — เช่น บ้าน ที่ดิน คอนโด — ออกขายด้วยการเปิดประมูลแข่งราคา เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ ทรัพย์เหล่านี้มักเริ่มต้นในราคาที่ต่ำกว่าตลาด และหากขายไม่ได้ในนัดแรกจะมีการลดราคาตั้งต้นลงในนัดถัด ๆ ไป จึงเป็นช่องทางที่นักลงทุนใช้หาทรัพย์ราคาดี
ต่างจาก ทรัพย์ NPA ของธนาคาร ตรงที่ทรัพย์ขายทอดตลาดกรรมสิทธิ์ยังผูกกับกระบวนการทางกฎหมาย ผู้ซื้อต้องรับความเสี่ยงเรื่องผู้อยู่อาศัยเดิมและภาระค้างชำระเองมากกว่า แลกกับราคาที่มักถูกกว่า
เตรียมตัวก่อนวันประมูล
ความสำเร็จของการประมูลอยู่ที่การบ้านก่อนถึงวันจริง อย่าเพิ่งเดินเข้าไปเคาะราคาโดยไม่รู้ข้อมูลทรัพย์
- ค้นหาทรัพย์และประกาศขายทอดตลาดจากเว็บกรมบังคับคดี หรือดูรวมทุกแหล่งได้ที่ ระบบค้นหา TeedinIQ
- ตรวจสอบรายละเอียด: เลขคดี เลขโฉนด เนื้อที่ ราคาประเมิน วันและสถานที่นัดขาย
- ลงพื้นที่ดูทรัพย์จริง สภาพ ทำเล ทางเข้า-ออก และดูว่ามีคนอาศัยอยู่หรือไม่
- ตรวจสอบภาระผูกพันและลำดับเจ้าหนี้จำนอง รวมถึงค่าส่วนกลาง/ค่าน้ำค่าไฟค้างชำระ
- เตรียมหลักประกัน (เงินสด/แคชเชียร์เช็ค) และบัตรประชาชน หากมอบอำนาจต้องมีหนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์
- เตรียมงบสำรองสำหรับส่วนที่ต้องชำระเพิ่มภายในกำหนด และค่าโอนกรรมสิทธิ์
วางหลักประกัน (เงินมัดจำ) เท่าไร
ก่อนเข้าประมูล ผู้สนใจต้องวางหลักประกันการเข้าสู้ราคากับเจ้าพนักงานบังคับคดี จำนวนหลักประกันอิงกับราคาประเมินของทรัพย์ตามอัตราขั้นบันไดที่กรมบังคับคดีประกาศไว้แน่นอน ไม่ใช่ร้อยละ 5 ตลอดทุกช่วงราคาอย่างที่เข้าใจกันทั่วไป (ดูตารางด้านล่าง) (ประกาศคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาเริ่มต้นฯ เรื่องหลักเกณฑ์การวางหลักประกันการเข้าเสนอราคา, ราชกิจจานุเบกษา 23 มิ.ย. 2563)
หากประมูลไม่ชนะ จะได้รับหลักประกันคืนในวันนั้น แต่ถ้าชนะแล้วไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือตามกำหนด อาจถูกริบหลักประกัน และหากนำทรัพย์กลับไปขายใหม่ได้ราคาต่ำกว่าเดิม ผู้ซื้อรายเดิมอาจต้องรับผิดชอบส่วนต่างของราคาด้วย
- ราคาประเมินไม่เกิน 100,000 บาท — ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของราคาประเมิน
- เกิน 100,000-200,000 บาท — วางหลักประกัน 10,000 บาท
- เกิน 200,000-500,000 บาท — วางหลักประกัน 25,000 บาท
- เกิน 500,000-1,000,000 บาท — วางหลักประกัน 50,000 บาท
- เกิน 1,000,000-3,000,000 บาท — วางหลักประกัน 150,000 บาท
- เกิน 3,000,000-5,000,000 บาท — วางหลักประกัน 250,000 บาท
- เกิน 5,000,000-10,000,000 บาท — วางหลักประกัน 500,000 บาท
- เกิน 10,000,000-20,000,000 บาท — วางหลักประกัน 1,000,000 บาท
- เกิน 20,000,000 บาทขึ้นไป — อัตราขั้นบันไดสูงขึ้นตามลำดับ (เกิน 200 ล้านบาทให้อธิบดีหรือผู้ได้รับมอบหมายพิจารณา) ควรอ่านประกาศขายทอดตลาดของทรัพย์นั้น ๆ ให้ละเอียดทุกครั้ง
วิธีเคาะราคาในวันประมูล
ในวันนัดขาย เจ้าพนักงานจะขานทรัพย์และราคาตั้งต้น ผู้เข้าประมูลเสนอราคาด้วยวาจา (ปากเปล่า) แข่งขันกันจนไม่มีผู้ให้ราคาสูงกว่า เจ้าพนักงานจะขานราคาสูงสุด นับ 1–2–3 แล้วเคาะไม้ ถือว่าการประมูลเสร็จสมบูรณ์และผู้ให้ราคาสูงสุดเป็นผู้ซื้อได้
อย่างไรก็ตาม หากเจ้าพนักงานเห็นว่าราคาที่ประมูลได้ต่ำเกินสมควร ผู้มีอำนาจสามารถถอนทรัพย์ออกจากการขายในนัดนั้นได้ นอกจากนี้ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ อาจคัดค้านราคาได้ตามกฎหมาย ผู้ประมูลจึงควรตั้งเพดานราคาสูงสุดในใจไว้ล่วงหน้าและไม่ประมูลเกินงบเพราะบรรยากาศการแข่งขัน
ถ้านัดขายครั้งแรกไม่มีผู้เสนอราคา (งดขาย) กรมบังคับคดีจะนัดขายใหม่และลดราคาเริ่มต้นลงตามลำดับ โดยทั่วไปนัดที่ 2 เหลือราว 90% นัดที่ 3 เหลือราว 80% และนัดที่ 4 เป็นต้นไปเหลือราว 70% ของราคาเริ่มต้นเดิม (ธนาคารกสิกรไทย) ทรัพย์จำนวนไม่น้อยจึงขายสำเร็จในนัดหลัง ๆ ที่ราคาลดลงมาก ไม่ใช่นัดแรก ผู้ที่ติดตามทรัพย์ที่สนใจจึงควรเช็คว่าอยู่ในนัดขายครั้งที่เท่าไหร่ด้วย
ชนะประมูลแล้วต้องทำอะไรต่อ
เมื่อเคาะไม้ได้เป็นผู้ซื้อ ขั้นตอนหลังจากนั้นมีกรอบเวลาที่ต้องรักษาอย่างเคร่งครัด
- ทำสัญญาซื้อขายกับเจ้าพนักงานบังคับคดีในวันนั้น โดยหลักประกันที่วางไว้จะถือเป็นส่วนหนึ่งของราคา
- ชำระราคาส่วนที่เหลือภายในกำหนด โดยทั่วไปคือ 15 วันนับจากวันซื้อ (สามารถยื่นขอขยายเวลาได้ตามหลักเกณฑ์หากมีเหตุจำเป็น เช่น รอสินเชื่อ)
- นำหนังสือรับรองการซื้อจากกรมบังคับคดีไปโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน พร้อมชำระค่าธรรมเนียมและภาษีที่เกี่ยวข้อง
- รับมอบการครอบครอง หากมีผู้อยู่อาศัยเดิมไม่ยอมออก อาจต้องยื่นคำร้องขอออกหมายบังคับคดีขับไล่
ความเสี่ยงและข้อควรระวัง
ราคาถูกของทรัพย์ขายทอดตลาดแลกมากับความเสี่ยงที่มากกว่าการซื้อทรัพย์ทั่วไป ควรประเมินให้รอบด้าน
- ทรัพย์ขายตามสภาพจริง เข้าดูภายในบางหลังไม่ได้ อาจมีความชำรุดที่มองไม่เห็น
- อาจมีผู้อยู่อาศัยเดิมหรือผู้บุกรุก การขับไล่ใช้เวลาและค่าใช้จ่าย
- อาจมีหนี้ค้าง เช่น ค่าส่วนกลางคอนโด ที่ผู้ซื้อต้องเคลียร์ก่อนโอน
- การประมูลอาจถูกคัดค้านหรือเพิกถอนได้ ทำให้แผนการเงินสะดุด
- ต้องเตรียมสภาพคล่องให้พอชำระภายในกำหนด มิฉะนั้นเสี่ยงถูกริบหลักประกัน
ค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์
อย่าคำนวณแค่ราคาประมูล เพราะยังมีค่าโอนที่สำนักงานที่ดินตามมา โดยรวมค่าธรรมเนียมการโอนราว 2% ของราคาประเมิน และอาจมีภาษี/อากรอื่นตามกรณี ดูรายละเอียดครบถ้วนได้ใน เช็คลิสต์ก่อนซื้อ 10 ข้อ ซึ่งแจกแจงค่าใช้จ่ายและเอกสารที่ต้องเตรียมไว้ทั้งหมด
คำถามที่พบบ่อย
ประมูลทรัพย์กรมบังคับคดีต้องวางเงินมัดจำเท่าไร
จำนวนหลักประกันอิงกับราคาประเมินตามอัตราขั้นบันไดที่กรมบังคับคดีประกาศไว้แน่นอน เช่น ราคาประเมินไม่เกิน 100,000 บาทวางไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ส่วนราคาประเมินเกิน 200,000-500,000 บาทวางคงที่ 25,000 บาท และเกิน 1,000,000-3,000,000 บาทวางคงที่ 150,000 บาท ไล่ระดับขึ้นไป ไม่ใช่ร้อยละ 5 ตลอดทุกช่วงราคา จึงควรอ่านเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาดของทรัพย์นั้นก่อนทุกครั้ง
ชนะประมูลแล้วต้องจ่ายเงินส่วนที่เหลือภายในกี่วัน
โดยทั่วไปต้องชำระราคาส่วนที่เหลือภายใน 15 วันนับจากวันซื้อ และสามารถยื่นขอขยายเวลาได้ตามหลักเกณฑ์หากมีเหตุจำเป็น เช่น อยู่ระหว่างขอสินเชื่อ หากไม่ชำระตามกำหนดอาจถูกริบหลักประกัน
ถ้าประมูลไม่ชนะ จะได้เงินหลักประกันคืนไหม
ได้ ผู้ที่ไม่ชนะการประมูลจะได้รับหลักประกันคืนในวันนั้น หลักประกันจะถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งของราคาก็ต่อเมื่อคุณเป็นผู้ประมูลได้เท่านั้น
ทรัพย์ที่ประมูลได้ ถ้ามีคนอยู่ไม่ยอมออกทำอย่างไร
ผู้ซื้อสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายบังคับคดีขับไล่ได้ แต่ต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่าย จึงควรตรวจสอบก่อนประมูลว่าทรัพย์มีผู้อยู่อาศัยหรือไม่ และประเมินความเสี่ยงส่วนนี้ไว้
เริ่มค้นหาทรัพย์จริง
รวมทรัพย์ NPA ทุกธนาคารและประกาศขายทอดตลาดกรมบังคับคดีไว้ที่เดียว พร้อมราคาประเมินและตัวกรองตามจังหวัด
ข้อมูลในบทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือการลงทุน กฎเกณฑ์ อัตราค่าธรรมเนียม ภาษี และมาตรการของรัฐอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับสำนักงานที่ดิน กรมบังคับคดี หรือธนาคารเจ้าของทรัพย์ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจทุกครั้ง